เตือน 4F ระวังเสี่ยงเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

แพทย์เตือนกลุ่มเสี่ยง 4F “ผู้หญิง-อ้วน- วัย 40 อัพ-กินแล้วจุกแน่นบ่อย” ระวังเสี่ยงเกิดนิ่ว ในถุงน้ำดี ภัยเงียบคุกคามคุณภาพชีวิตของหญิง วัยกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว แนะสังเกตอาการจุกแน่นชายโครงขวาและลิ้นปี่บ่อยหลังอาหาร อย่าคิดว่าแค่โรคกระเพาะ อาจเป็นสัญญาณเตือนอันตราย ควรรีบพบแพทย์

นายแพทย์ทวี รัตนชูเอก แพทย์ทรงคุณวุฒิ หน่วยส่องกล้องทางเดินอาหารศัลยศาสตร์ หัวหน้ากลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี เผยว่า นิ่วในถุงน้ำดี เป็นโรคที่ไม่แสดงอาการใดๆ เกิดขี้นอย่างเงียบๆ โดยไม่รู้ตัว พบอุบัติการณ์ผู้ป่วยในประเทศไทยร้อยละ 5-10 ของประชากร เป็นโรคที่ป้องกันได้ยาก เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดนิ่วพบมากใน 4 กลุ่มเสี่ยง 4F คือ พบมากในผู้หญิง (Female) มากกว่าเพศชายประมาณ 2-3 เท่า พบมากในวัย 40 ปีขึ้นไป (Forty) หรือวัยกลางคน ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ พบมากในคนอ้วน (Fatty) การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงทำให้มีคอเลสเตอรอล สะสมในถุงน้ำดีมากเกินไป และ พบมากในผู้ที่มีอาการจุกแน่นบ่อยๆ หลังรับประทานอาหารไขมันสูง (Fat Intolerance) และมีอาการปวดท้องบ่อยๆ หลังรับประทาน อาหาร นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยโรคทาลัสซีเมีย ก็สามารถ เป็นนิ่วในถุงน้ำดีได้เช่นกัน

“นิ่วในถุงน้ำดีหากไม่รีบรักษา จะทำให้นิ่วที่อยู่ในถุงน้ำดี ตกไปในท่อน้ำดี กลายเป็นนิ่วในท่อน้ำดี มีความยุ่งยากในการรักษา และเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต นิ่วในถุงน้ำดีมีสาเหตุมาจากการตกตะกอนของคอเลสเตอรอล เกลือแร่ และโปรตีนที่ไม่สมดุลในน้ำดี อาการของโรคนิ่วในถุงน้ำดี คือ จุกแน่น บริเวณชายโครงขวา และลิ้นปี่ ลักษณะการจุกแน่นนี้ ให้พึงระวังไว้ก่อนว่าไม่ใช่โรคกระเพาะอาหาร แต่อาจเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี เพราะตับและถุงน้ำดีจะอยู่ใต้ชายโครงขวา ส่วนใหญ่จะเกิดหลังจาก รับประทานอาหารประมาณ 1-2 ชั่วโมง โดยเฉพาะอาหารไขมันสูง และอาจมีเพิ่มอาการเจ็บขึ้นเรื่อยๆ ไม่ดีขึ้นด้วยการรับประทานยาลดกรด ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย ซึ่งแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้โดยการตรวจอัลตร้าซาวนด์ช่องท้องส่วนบน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี ก็คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจไปตรวจ เพราะยังมีความเข้าใจผิดว่าเป็นอาการของโรคกระเพาะอาหาร ก็ไปซื้อยาลดกรดหรือยารักษาโรคกระเพาะมารับประทานเอง เมื่อมาพบแพทย์ก็อักเสบและมีอาการรุนแรงมากแล้ว จนก้อนนิ่วตกไปในท่อน้ำดีแล้ว ซึ่งจะทำให้การรักษา ยุ่งยากมากขึ้น รวมถึงสูญเสียเงินทองในการรักษามากขึ้น อีกทั้ง ยังส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่ จะพบในผู้หญิงวัยทำงานที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ดังนั้น ผู้ป่วยจะต้องรู้จักสังเกตอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง และเฝ้าระวังอาการอย่างระมัดระวัง ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ก็ควร ได้รับการตรวจอัลตร้าซาวนด์ช่องท้องส่วนบนอย่าง สม่ำเสมอ แม้จะไม่มีอาการก็ตาม”

ทั้งนี้การรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี ปัจจุบันเทคโนโลยี ได้มีการพัฒนาไปมาก จากการผ่าตัดใหญ่ในอดีตที่จะต้องเปิดแผลหน้าท้องใต้ชายโครงขวาประมาณ 1 คืบ แล้ว ตัดถุงน้ำดีออกไป ใช้เวลาพักฟื้นนาน 7-10 วัน มาเป็น การผ่าตัดส่องกล้อง ที่มีความสะดวก และแผลเล็กจนแทบ มองไม่เห็น ใช้เวลาพักฟื้น 2-3 วัน ก็สามารถกลับไปทำงานได้แล้ว นอกจากนี้ ก่อนการผ่าตัดแพทย์จะทำการตรวจการทำงานของตับด้วยว่ามีการทำงานที่ผิดปกติหรือไม่ เนื่องจากแพทย์อาจสงสัยได้ว่าผู้ที่มารักษานิ่วในถุงน้ำดี อาจมีนิ่วในท่อน้ำดีร่วมด้วย จะได้ทำการผ่าตัดออกภายในครั้งเดียว ซึ่งพบว่าร้อยละ 10 ของผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีจะมีนิ่วในท่อน้ำดีด้วย สำหรับการดูแลตัวเองหลังการรักษา ควรรับประทานอาหารอ่อน งดอาหารที่มี ไขมัน 3-4 สัปดาห์ ลดการทำกิจกรรมที่หักโหมทางร่างกาย และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง รวมถึงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และงดการสูบบุหรี่ เพื่อป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดต่างๆ เพราะเมื่อไม่มีถุงน้ำดีแล้ว จะส่งผลให้ระบบการย่อยไขมันบกพร่องลงไปด้วย

ทั้งนี้ หน่วยส่องกล้องทางเดินอาหารศัลยศาสตร์ กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี ประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา ที่สามารถทำการผ่าตัด ที่ยากที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญขั้นสูง เช่น การผ่าตัดนิ่วในท่อน้ำดีขนาดใหญ่ด้วยเลเซอร์ และ การวินิจฉัยมะเร็งในท่อน้ำดีด้วยการส่องกล้องภายในท่อน้ำดีอีกทั้งยังเป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางของกระทรวงสาธารณสุข เปิดดำเนินการมากว่า 20 ปี ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ทางเดินอาหารและเป็นพี่เลี้ยงให้แก่โรงพยาบาลส่วนภูมิภาค และโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ ไปช่วยดูแลสุขภาพประชาชนไทยทั่วประเทศมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโรงพยาบาลราชวิถี ยังมี ห้องผ่าตัดและส่องกล้องเพียงห้องเดียว รองรับผู้ป่วยได้ ในจำนวนจำกัดเพียง 1,000 รายต่อปี ซึ่งนอกจากผู้ป่วยในแล้วยังมีผู้ป่วยที่ส่งต่อมาจากโรงพยาบาลทั่วประเทศอีกด้วย ส่งผลให้ผู้ป่วยที่จะเข้ารับการผ่าตัดต้องรอคิวนานประมาณ 1-2 เดือน บางคนไม่สามารถรอได้ ขณะนี้ โรงพยาบาลกำลังก่อสร้างอาคารใหม่ซึ่งจะมีห้องผ่าตัดและส่องกล้องจำนวน 8 ห้อง ที่จะให้บริการรักษาผู้ป่วย ได้มากขึ้น และลดเวลาการรอคอยการผ่าตัดให้กับ ผู้ป่วยได้อีกด้วย

จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมแบ่งปันน้ำใจ สมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ผ่านมูลนิธิรพ.ราชวิถี บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารพ.ราชวิถี ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 051-2-16322-1 หรือสอบถาม รายละเอียดได้ที่โทร.02-3548138 ต่อ 3217-9